สำหรับคนที่ปล่อยเนื้อปล่อยตัวมานานหลายปีจนรูปร่างเริ่มเปลี่ยนไป การพยายามกลับมาลดน้ำหนักหรือจัดการสัดส่วนด้วยตัวเองบางครั้งก็เป็นเรื่องที่ยากและต้องใช้ความอดทนอย่างมาก หลายคนจึงเริ่มมองหาทางลัดที่จะช่วยรีเซ็ตรูปร่างให้เร็วขึ้น และวิธีที่มักจะนึกถึงเป็นอันดับต้นๆ ก็คือการดูดไขมันทั้งตัว เพื่อหวังว่าไขมันส่วนเกินจะหายไปในพริบตา แต่ในความเป็นจริงแล้ว วิธีนี้จะช่วยแก้ปัญหาที่สะสมมานานได้จริงไหม เรามาดูข้อเท็จจริงกันค่ะ
ความเข้าใจผิดเรื่องการลดน้ำหนักและการปรับสัดส่วน
สิ่งแรกที่ต้องทำความเข้าใจคือ การดูดไขมันไม่ใช่การลดความอ้วน แต่เป็นหัตถการที่ช่วยปรับส่วนเว้าส่วนโค้งเฉพาะจุดให้ดูสมส่วนขึ้น การดูดไขมันทั้งตัวจึงเหมาะสำหรับผู้ที่มีไขมันสะสมใต้ผิวหนังกระจายอยู่ตามบริเวณต่างๆ เช่น หน้าท้อง ต้นแขน หรือต้นขา แต่ไม่สามารถกำจัดไขมันในช่องท้องที่เกิดจากการกินสะสมมานานหลายปีได้ ซึ่งไขมันส่วนนี้เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้พุงดูหนาและแข็ง ดังนั้น หากคาดหวังว่าน้ำหนักตัวจะลดลงฮวบฮาบหลังทำ วิธีนี้อาจจะไม่ใช่คำตอบที่ตรงจุดทั้งหมดค่ะ
คำว่าทั้งตัวในทางการแพทย์ไม่ได้หมายความว่าจะสามารถดูดไขมันออกไปได้ทุกส่วนภายในวันเดียวอย่างที่หลายคนเข้าใจ เนื่องจากกระบวนการนี้มีข้อจำกัดเรื่องความปลอดภัยที่เข้มงวด ทั้งปริมาณไขมันรวมที่สามารถนำออกมาได้สูงสุดต่อครั้งเพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อน และปริมาณยาชาหรือยาสลบที่ร่างกายสามารถรับได้อย่างปลอดภัย การรักษาจึงมักจะต้องแบ่งทำเป็นส่วนๆ และเว้นระยะเวลาให้ร่างกายได้พักฟื้นอย่างเหมาะสม การวางแผนร่วมกับแพทย์อย่างละเอียดจึงเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อความปลอดภัยสูงสุดค่ะ
ผลลัพธ์ในระยะยาวขึ้นอยู่กับพฤติกรรมหลังทำ
แม้ว่าการดูดไขมันจะช่วยเอาเซลล์ไขมันออกไปได้อย่างรวดเร็วและทำให้รูปร่างดูเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น แต่ก็ไม่ได้เป็นสิ่งการันตีว่าไขมันจะไม่กลับมาอีก หากหลังการรักษาเรายังคงมีพฤติกรรมการกินและการใช้ชีวิตแบบเดิม เซลล์ไขมันที่เหลืออยู่ก็สามารถขยายขนาดขึ้นและทำให้รูปร่างกลับมาขยายใหญ่ได้เหมือนเดิม
การดูดไขมันจึงเปรียบเสมือนการเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่ที่ช่วยย่อระยะเวลาให้สั้นลง แต่การรักษาหุ่นให้เพรียวกระชับในระยะยาว ยังคงต้องอาศัยการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิต ควบคุมอาหาร และออกกำลังกายควบคู่ไปด้วยเสมอค่ะ